บริษัท มหากิจรับเบอร์ จำกัด มาบข่า อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดระยอง Mahakit Rubber Co.,Ltd.

บริษัท มหากิจรับเบอร์ จำกัด มาบข่า อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดระยอง Mahakit Rubber Co.,Ltd.

หมวดหมู่: อำเภอนิคมพัฒนา, 23/04/2015, 16:03, ชม: 0 ครั้ง

บริษัท มหากิจรับเบอร์ จำกัด มาบข่า อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดระยอง Mahakit Rubber Co.,Ltd. เป็นบริษัทประกอบกิจการผลิตและส่งออกยางรัดรายใหญ่ บริษัท มหากิจรับเบอร์ จำกัดได้จดทะเบียนก่อตั้ง 23 สิงหาคม 2531 โดยจดทะเบียนลงทุน 250 ล้านบาท บริษัท มหากิจรับเบอร์ จำกัดได้ก่อตั้งอยู่ในนิคมพัฒนา อำเภอนิคมพัฒนา จังหวัดระยอง

เมื่อ 25 ปีที่แล้ว สุเทพ ชัยเศวตกานนท์ เด็กหนุ่มเชื้อสายจีน พร้อมกับพี่น้องของเขาได้ช่วยบิดาทำธุรกิจยางรัดของ หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “หนังสติ๊ก” หรือ “ยางวง” โดยเริ่มจากโรงงานเล็กๆ ผลิตได้วันละ 4-5 กิโลกรัม ในช่วง 3 ปีแรกของการทำธุรกิจ พวกเขาแทบจะสิ้นหวัง เนื่องจากขายของไม่ได้เลย แต่แล้วพวกเขามาช่วยกันคิดว่าเมื่อขายในประเทศไม่ได้ ออกไปขายนอกประเทศน่าจะดีกว่า นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจส่งออกยางรัดของพวกเขา  ในสมัยนั้น ประเทศมาเลเซียเป็นเจ้าตลาดยางรัดของรายใหญ่ที่สุด ขณะที่มหากิจรับเบอร์ค่อยๆ แทรกตัวเข้าไปในตลาดยุโรป ผ่านนายหน้าผู้นำเข้าที่ประเทศสิงคโปร์ จนกระทั่งปัจจุบัน มหากิจรับเบอร์กลายเป็นผู้ผลิตและส่งออกยางรัดรายใหญ่ ภายใต้การนำของ สุเทพ ที่เข้ามานั่งบริหารในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการอย่างเต็มตัว

มหากิจรับเบอร์มีโรงงานอยู่ที่จังหวัดระยอง มีกำลังการผลิตประมาณ 1,200 ตันต่อเดือน เป็นระดับ 1 ใน 5 ของประเทศไทย จากผู้ประกอบการธุรกิจส่งออกยางรัดที่มีอยู่ประมาณ 30 บริษัทในประเทศไทย และได้เบียดผู้นำตลาดอย่างมาเลเซีย จนทำให้ประเทศไทยกลายมาเป็นผู้ผลิตและส่งออกยางรัดรายใหญ่ที่สุดของโลกในปัจจุบัน

บริษัท มหากิจรับเบอร์ จำกัด

 

กระนั้น สุเทพ กล่าวว่า ประเทศไทยจะประมาท ไม่ได้ เนื่องจากปัจจุบันมีการแข่งขันสูงมาก แม้ว่าประเทศไทยจะเป็นแหล่งผลิตยางพารา ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตยางรัดที่ใหญ่แห่งหนึ่งของโลก แต่ปัจจุบันรัฐบาลได้เข้ามาประกันราคายางไม่ให้ตกต่ำ แทนที่จะปล่อยให้เป็นไปตามกลไกของตลาด จึงทำให้ต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้น ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นคู่แข่งของไทย ต่างก็ประสบปัญหาทางเศรษฐกิจทำให้ค่าเงินอ่อนลง ทำให้สินค้ามีราคาถูกลงไปด้วย ประเทศเหล่านั้นจะมีความได้เปรียบได้เรื่องของราคาและการส่งออกมากกว่าไทย ยิ่งไปกว่านั้น ยางส่วนใหญ่ที่รัฐบาลซื้อ เก็บไว้จะเป็นยางรมควัน ซึ่งนำไปใช้ในการผลิตยางรถยนต์ ซึ่งคุณสมบัติไม่เหมาะที่จะผลิตเป็นยางรัดของ ยางรัดของต้องผลิตจากยางดิบที่ไม่ได้รมควันที่มีสีออกเหลืองนวล ซึ่งหากเป็นเช่นนี้นานๆ อาจส่งผลกระทบให้ตัวเลขการส่งออกยางรัดลดลงได้

“ตามปกติที่รัฐบาลเข้ามาประกันราคา เราก็ทนไป เพราะส่วนใหญ่จะไม่นาน ช่วงที่มีการประกันราคาเราก็ต้องซื้อของแพง แต่ครั้งนี้นานมาก ปัญหาอาจจะเกิดขึ้นได้หากดูยอดการส่งออกยางรัด 3 ปีย้อนหลัง จะเห็นว่าตัวเลขเราค่อยๆ ลดลงในปี 38 ลดลงประมาณ 5% ปี 39 ลดลง 3% ทั้งๆ ที่ช่วงนั้นยังไม่มีปัญหาเรื่องราคาวัตถุดิบ แต่มีปัญหาเรื่องค่าแรง ซึ่งหากมีปัญหาเรื่องต้นทุนบวกเข้าไปอีก ผู้ประกอบการส่งออกยางรัดไทย อาจจะแข่งขันไม่ได้ในตลาดโลก”

อย่างไรก็ดีในส่วนของมหากิจรับเบอร์ไม่ค่อยได้รับผลกระทบจากปัญหานี้เท่าไรนัก เนื่องจากทางบริษัทผู้ผลิตยางพาราเองด้วย โดยรับซื้อยางโดยตรงจากชาวสวน ซึ่งยางพาราที่ผลิตได้ 30% จะป้อนให้แก่โรงงานผลิตยางรัดของบริษัทเอง ส่วนอีก 70% ขายให้แก่โรงงานผลิตยางรถยนต์ ซึ่งหากโรงงานผลิตยางรัดได้วัตถุดิบในส่วน ที่รัฐบาลเก็บไว้มาเพิ่มในราคาตามตลาดโลก สุเทพเชื่อว่า กำลังการผลิตและยอดส่งออกยางรัดจะเพิ่มมากขึ้น แต่ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องที่จะแก้กันได้ง่ายๆ เขาจึงต้องช่วยเหลือ ตัวเองก่อน ด้วยการพยายามมองหาตลาดใหม่ๆ นอกเหนือจากตลาดหลักที่มีอยู่

ปัจจุบันตลาดหลักของมหากิจรับเบอร์คือ ยุโรป ประมาณ 70% อเมริกา 20 % ที่เหลือเป็นตลาดอื่น เช่น ออสเตรเลีย ตะวันออกกลาง และตอนนี้ สุเทพ กำลังเข้าเจาะตลาดในอเมริกาใต้เพิ่มขึ้นอีก

“เป้าหมายของเราในปีนี้ เราพยายามประคับประคองไม่ให้ตัวเลขของเราตกลง เนื่องจากเรามีปัญหาเรื่องต้นทุนสูงกว่าตลาดโลก และมาร์เก็ตแชร์ในประเทศ เราก็ลดลง จากเดิมที่เคยอยู่ที่ประมาณ 30% แต่ตอนนี้เหลือประมาณ 25% เนื่องจากมีบริษัทเล็กๆ รายใหม่เกิดขึ้นมาก เราจึงเสียแชร์บางส่วนไปประมาณปีละ 1,000 กว่าตัน ซึ่งเราจะประมาทไม่ได้”

อย่างไรก็ดี การที่มหากิจรับเบอร์ เป็นผู้ส่งออกยางรัดรายใหญ่ของประเทศไทยที่มีการส่งออกเกือบ 100% รวมทั้งวัตถุดิบที่ใช้ก็เป็นยางพาราในประเทศ ซึ่งยางรัดของถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีการใช้ยางพาราสูงสุดเป็นอันดับ 3 รองจากยางรถยนต์ และพื้นรองเท้ากีฬา จึงทำให้เขาได้รับการพิจารณาให้เป็นหนึ่งในผู้ได้รับรางวัล PM AWARD ประเภทผู้ส่งออกดีเด่น ประจำปี 41 นี้

“เราไม่เคยคิดว่าเราจะได้รับรางวัลที่มีเกียรติถึงระดับชาติ เพราะเรามองตัวเราเองว่า ไม่ใช่บริษัทใหญ่โตอะไร เราไม่เคยหวัง เพราะส่วนใหญ่บริษัทใหญ่ๆ มักจะได้ พอเราได้ เราก็ภูมิใจ สิ่งที่เราจะทำเป็นอันดับแรกคือ จะนำสัญลักษณ์รางวัลที่ได้นี้ไปพิมพ์ใส่หัวกระดาษจดหมาย ให้ลูกค้าทั่วโลกได้รู้ว่าบริษัทเราได้รับรางวัลระดับชาติ เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้ายิ่งขึ้น”

ที่มา : info.gotomanager.com

ผลิตภัณฑ์ยางเติบโตต่อเนื่อง”มหากิจรับเบอร์”โวปีนี้ตลาดโลกพุ่ง 30% รับภาวะเศรษฐกิจ ทุ่มอีก 50 ล้านบาทขยายกำลังการผลิตยางรัดอีก 30% รับตลาดเออีซี พร้อมมองลู่ทางลงทุนในสปป.ลาว ร่วมกับพันธมิตรผุดโรงงานมูลค่า 100 ล้านบาท ในอีก 2 ปีข้างหน้า ป้อนตลาดในภูมิภาคควบคู่กับไทย มั่นใจรายได้ปีนี้พุ่งที่ 4 พันล้านบาท

นางสาวกิตติยา ชัยเศวตกานนท์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท มหากิจรับเบอร์ (1973) จำกัด ผู้ผลิตยางรัดอเนกประสงค์และแผ่นยางรมควันรายใหญ่ เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่าจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่เติบโตอย่างต่อเนื่องขณะนี้ ส่งผลให้ความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ยางมีการเติบโตมากขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะความต้องการใช้ยางรัด ซึ่งเป็นสินค้าหลักของบริษัทในปีนี้คาดว่าจะเติบโตไม่ต่ำกว่า 30% เป็นผลมาจากการขยายตัวของการส่งออกเป็นหลัก ที่บริษัทได้รุกการขยายฐานการตลาดในภูมิภาคเอเชียมากขึ้นที่ครองสัดส่วนถึง 30% ยุโรปและสหรัฐอเมริกา 25% ตะวันออกกลาง 10% และประเทศไทย 10% รวมถึงการขยายตลาดเข้าสู่ฮ่องกง และมาเลเซีย ที่มีความต้องการยางรัดนำไปใช้ในอุตสาหกรรมและบริการต่างๆ
“ปีนี้บริษัทจะใช้งบประมาณ 50 ล้านบาท เพื่อขยายกำลังการผลิตยางรัดกว่า 30% จากกำลังการผลิตที่มีอยู่กว่า 8.4 พันตันต่อปี และแผ่นยางรมควัน 4 พันตันต่อปี ในเนื้อที่โรงงาน 400 ไร่ ที่จังหวัดระยอง เพื่อป้อนความต้องการของตลาดให้ครอบคลุมมากขึ้น”
ขณะเดียวกันได้เริ่มศึกษาความเป็นไปได้ที่จะออกไปตั้งโรงงานผลิตภัณฑ์ยางยังประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซีในปี 2558 โดยมีประเทศเป้าหมายอย่างสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว(สปป.ลาว)ที่มีศักยภาพในการปลูกยางพาราได้มาก และเป็นประเทศที่ติดกับไทยสามารถนำผลิตส่งกลับมาไทยในการกระจายสินค้าออกต่างประเทศได้ แต่เบื้องต้นจะเป็นการผลิตและจำหน่ายในสปป.ลาวทั้งหมดก่อน ซึ่งอาจจะร่วมทุนกับนักธุรกิจสปป.ลาว เป็นโรงงานที่ไม่ใหญ่มากใช้เงินลงทุนกว่า 100 ล้านบาท เป็นฐานการผลิตที่ควบคู่กับไทย เพราะมองว่าตลาดภูมิภาคนี้ยังมีการเติบโตอีกมาก โดยมีสิงคโปร์และอินโดนีเซียเป็นตลาดที่น่าสนใจ
“อาเซียนเป็นตลาดที่มีการเติบโตมหาศาล เป็นศูนย์กลางการค้าทั่วโลก แม้จะมีการแข่งขันสูงภายใต้เออีซีที่กำลังจะมาถึงก็ตาม บริษัทไม่ได้กลัวคู่แข่งขัน เพราะมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์อยู่ตลอดเวลา อีกทั้ง ปัจจุบันอุตสาหกรรมยางประเทศไทยก็อยู่อันดับ 2 ของโลก การพัฒนาผลิตภัณฑ์ยางน่าจะเหนือคู่แข่งได้”
ส่วนปัญหาการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทต่อวันนั้น ไม่ได้มีผลกระทบมากนัก เนื่องจากบริษัทได้วางแผนรับมือมาตลอด โดยมีการบริหารจัดการและนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้มากขึ้น จะเห็นได้จากช่วงแรกเริ่มตั้งบริษัทมีพนักงานประมาณ 300 คน แต่ปัจจุบันลดพนักงานเหลือ 70 คน เป็นต้น และหลังจากนี้ไปจะลดพนักงานบางส่วนและหันไปเน้นแรงงานที่มีความรู้และฝีมือรองรับการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยมากขึ้นแทน

สำหรับผลการดำเนินงานในช่วงปีที่ผ่านมานั้น หากรวมรายได้ที่บริษัทดำเนินธุรกิจน้ำดื่มภายใต้แบรนด์”เนปจูน” ด้วยแล้วจะอยู่ที่ประมาณ 3 พันล้านบาท แยกเป็นธุรกิจน้ำดื่มประมาณ 500 ล้านบาท ซึ่งในปีนี้บริษัทตั้งเป้ามีรายได้รวมทั้งสิ้นประมาณ 4 พันล้านบาท เป็นของธุรกิจน้ำดื่มประมาณ 600 ล้านบาท

ที่มา : จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

สถานที่ติดต่อบริษัท มหากิจรับเบอร์ จำกัด Mahakit Rubber Co.,Ltd.
ที่อยู่ 69 หมู่ 2 ถนน บางนา-ตราด ตำบลมาบข่า อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดระยอง 21180
เบอร์โทร : 03895-2112-5, 03891-5111
แฟ็กซ์ : 03895-2116,03891-5100
เว็ปไซต์ : www.mahakitrubber.com

เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ